ภาชนะดินเผาสทิงหม้อ, กระเบื้องดินเผาท่านางหอม

ชื่อผู้สร้างผลงาน : บ้านสทิงหม้อ ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร, ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ชื่อผลงาน : ภาชนะดินเผาสทิงหม้อ, กระเบื้องดินเผาท่านางหอม


          ด้วยทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ราบรอบลุ่มทะเลสาบที่สำคัญ คือ ดินเหนียวขาวที่เกาะนางคำในทะเลสาบสงขลา ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญที่ทำให้เกิดแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่เตาเผาชุมชนโบราณปะโอ ที่ตำบลวัดขนุนและตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร ในคาบสมุทรสทิงพระ เมื่อพุทธศตวรรษที่ 16-17
    
          เครื่องปั้นดินเผาปะโอมีลักษณะเด่นที่ภาชนะเนื้อดินขาว ส่วนเนื้อดินสีอื่น ๆ ก็มีสีเข้มด้วยการใช้ความร้อนและวัตถุที่ทำให้เกิดสีผสมเข้าไปในเนื้อดินทำให้ได้ภาชนะเนื้อดินสีส้ม สีแดงเข้ม และสีดำสนิท ภาชนะดินเผาที่ได้รับความนิยมของที่นี คือ กุณฑี (หม้อน้ำ มีพวยแบบกาน้ำ) และกุณโฑ กลายเป็นสินค้าไปยังสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช มาเลเชีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และศรีลังกา เนื่องจากพบหลักฐานเครื่องปั้นดินเผาแบบปะโอตามแหล่งโบราณคดีที่ร่วมสมัยเดียวกัน
    
          ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจมีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานมาทางใต้ มาตั้งเมืองที่เขาน้อย ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร และพุทธศตวรรษที่ 22 มาสร้างเมืองที่หัวเขาแดง ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร และเป็นไปได้ว่า ช่างปั้นหม้อที่มีฝีมือที่หลงเหลืออยู่ได้เริ่มตั้งเตาเผาและผลิตเครื่องปั้นดินเผาขึ้นอีกครั้งที่บ้านสทิงหม้อ ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร ซึ่งอยู่ไปทางเหนือของหัวเขาแดง และปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตั้งแหล่งผลิตภาชนะดินเผาที่นี่ได้ เพราะทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้คลองสทิงหม้อที่ไหลไปสู่ทะเลสาบ สามารถไปเอาดินเหนียวที่มีคุณภาพที่แหล่งปากรอได้ และมีทรายละเอียดที่มีคุณภาพที่หาดทรายแก้วที่สามารถใช้ผสมกันจนสามารถปั้นขึ้นรูปได้ ที่บ้านสทิงหม้อจึงมีช่างปั้นที่สืบทอดการปั้นภาชนะดินเผาต่อมาจนถึงปัจจุบัน การทำเครื่องปั้นดินเผายังคงแพร่หลายไปที่เกาะยอแล้วขยายออกไปตามแหล่งผลิตรอบลุ่มทะเลสาบ เช่น ที่บ้านน้ำน้อย บ้านท่านางหอม ผลิตภัณฑ์จากแหล่งนี้ที่ได้รับความนิยม คือ กระเบื้องใช้ในการปูพื้นและมุงหลังคา วัดวาอาราม บ้านเรือน มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ที่รู้จักกันว่าเป็นลักษณะของ “กระเบื้องดินเผาเมืองสงขลา”
    
          ภาชนะดินเผาของสทิงหม้อ มีหลักฐานเอกสารที่ปรากฏในใบบอกของพระยาวิเชียรคีรี เจ้าเมืองสงขลา เรื่องเครื่องปั้นดินเผาสทิงหม้อ ที่จัดสินค้าพื้นเมือง  เข้าไปแสดงในงานสมโภชพระนครในวาระครบรอบ 100 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 5 อันแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาอันยาวนานของการทำเครื่องปั้นดินเผาสทิงหม้อที่ไม่น้อยกว่าร้อยปีมาแล้ว
    
          เครื่องปั้นดินเผาสทิงหม้อที่ผลิตต่อเนื่องกันมาแต่อดีตมี 7 ประเภท คือ หม้อ, เผล้ง, หวด (สวด), อ่างหุงข้าว, ครกตำพริก (ครกดิน) และกระทะ ส่วนที่ผลิตขึ้นใหม่ภายหลัง คือ กระถาง, แจกัน, กระปุกออมสิน, ภาชนะชุดสำหรับเด็กเล่น, ลูกตุ้มถ่วงเล่น, ลูกตุ้มถ่วงอวน, ที่เขี่ยบุหรี่ และรางขนมครก ส่วนลวดลายที่เกิดจากการตีลายด้วยไม้ตีลายบนภาชนะ 3 ประเภท คือ หม้อ, เผล้ง และหวด (สวด) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสทิงหม้อโดยเฉพาะ ได้แก่ ลายก้านจากคู่ และลายก้านจากหยักคู่และคี่ ลายคิ้วนาง ลายก้านแย่ง ลายลูกพริก หรือท่าแนะ ลายลูกแก้ว ลายลูกคลื่น ลายดอกพิกุล เป็นต้น นอกจากลายตีแล้วมีลายขูด-ขีด ลายฉลุ ลายกด เป็นต้น
    
          ปัจจุบันด้วยความเจริญทางเทคโนโลยี ที่นำเอาผลิตภัณฑ์โลหะและพลาสติกเข้ามาแทนที่ ทำให้ความนิยมใช้ภาชนะดินเผาน้อยลงไป จนทำให้ผู้ประกอบการทำเครื่องปั้นดินเผาต้องหยุดหรือหันไปประกอบอาชีพอื่น เหลือเพียงไม่กี่ครัวเรือนเท่านั้นที่ยังยึดอาชีพนี้อยู่
    
          ส่วนการผลิตกระเบื้องดินเผาท่านางหอม ตั้งอยู่ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะผู้คนหันไปใช้กระเบื้องสำเร็จรูปจากโรงงานเซรามิคส์ ทำให้เตาเผากระเบื้องหลายเตาในเกาะยอปิดกิจการลง ส่วนเตาที่บ้านน้ำน้อยที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้มีเพียงแห่งเดียว มีเตาที่ใช้งานได้ 3-4 เตา แต่ด้วยกระแสนิยมปัจจุบันในด้านอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น ประกอบกับกรมศิลปากรได้กำหนดให้มีการอนุรักษ์โบราณสถานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัดวาอาราม อาคารโบราณที่เป็นโบราณสถานของชาติด้วยกระเบื้องดินเผาแบบดั้งเดิมของท้องถิ่น จึงทำให้มีการสั่งกระเบื้องดินเผาจากเตาเผาท่านางหอมมาซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนและวัดวาอารามในเมืองสงขลา หรือแม้แต่ร้านอาหารสมัยใหม่ยังปูพื้นและมุงด้วยกระเบื้องดินเผาเมืองสงขลา แม้เป็นกระเบื้องใหม่ แต่แหล่งเตาเผาที่ท่านางหอมก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์กระเบื้องเมืองสงขลาไว้อย่างครบถ้วน คือ แผ่นใหญ่ เนื้อละเอียดเนียน สีส้มอ่อน มีลวดลายน้ำไหลเป็นสีเข้มในเนื้อ สามารถนำมาปูพื้นหรือมุงหลังคาได้อย่างคงทน

 

ที่มา

คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดสงขลา. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการ, 2545.

http://www.oknation.net/blog/nukpan/2010/12/27/entry-1

http://rat007.multiply.com/photos/album/32/32#photo=10